ลำนำไอยคุปต์6
posted on 17 May 2009 14:20 by alatal2iel-lissesul in Novel
ภามินเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่ทันทีที่มีรับสั่งเรียกหา พระวรองค์สูงสง่าประทับนั่งอยู่ข้าง ๆ สำรับอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารมากมาย หากแต่คนที่นั่งอยู่นั้นกำลังสนใจกระดาษปาปิรุสตรงหน้ามากกว่าอาหารเลิศรสที่วางอยู่ เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ จึงลดกระดาษในมือลงแถมส่งยิ้มมาให้ชนิดที่ทำเอาภามินใจละลาย เจ้าตัวหน้าแดงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะถามตะกุกตะกัก
“เรียกมาทำไม อ้ะ”
“กินข้าวเป็นเพื่อนข้าหน่อยข้ากินคนเดียว เหงา” ตรัสด้วยเสียงเหงา ๆ จนคนฟังใจอ่อนยวบ
“ได้สิ แต่บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่ใช่คนกินน้อยแย่งกินหมดไม่รู้ด้วย” ภามินพูดหยอกหวังจะเรียกรอยยิ้มจากคนขี้เหงา เพราะอาหารเยอะขนาดนี้ต่อให้เธอรวมกันอีก 3 คนก็ไม่หมด ได้ผล เจ้าชายสเมนกาเรทรงพระสรวลก่อนทั้ง2คนจะลงมือกินอาหารมื้อที่รู้สึกว่าอร่อยที่สุดในชีวิตทีเดียว
เสียงปรบมือและเสียงตะโกนส่งเสียงเชียร์ดังลั่นทำให้ พระขนงของผู้ที่อยู่ในกระโจมขมวดนิด ๆ จึงเปิดผ้าม่านหนา ๆ มองหาแหล่ง ที่มาของเสียง ณ กลางลานกว้างใกล้ ๆ เหล่าทหารกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่พร้อมส่งเสียงอย่างสนุกสนาน พระองค์จึงทรงเสด็จเข้าไป ทหารที่หันมาเห็นหันมาถวายความเคารพ กำลังจะส่งเสียงบอกคนอื่นให้รู้ตัว ร่างสูงโบกพระหัตถ์ห้าม ก่อนจะยืนนกอดอกทอดพระเนตรร่างที่อยู่กลางวง
ภามินมองอิมโฮเทตอย่างชื่นชม เขาเป็นนักรบที่เยี่ยมยอดอย่างไม่ต้องสงสัย ความเยือกเย็นของเขาทำให้ภามินพอใจ ภามินพยายามหลอกล่อ ยั่วโมโหอีกฝ่ายแต่กลับทำได้เพียงแค่ทำให้เขายิ้มเล็กน้อย ตอนที่เธอจับได้ถึงอาการเร่งเร้าที่จะเผด็จศึกทำให้ภามินรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะหมดแรง ภามินกระหยิ่มในใจจึงบุกกลับ แต่การที่อิมโฮเทตยังรับมือเธอได้นี่สิ ดาบของอิมโฮเทตถากต้นแขนเธอไป ไอ้เจ็บน่ะไม่เท่าไหร่แต่การที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลงกล ภามินเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย ภามินทุ่มกำลังใส่คนตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายคิดอะไรไม่ทัน ดาบที่รัวเร็วมาทำให้อิมโฮเทตต้องถอยฉาก ภามินรุกไล่เข้าใกล้อิมโฮเทตที่กำลังสับสน ก่อนจะหมุนตัวหลบดาบเข้าไปประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ใช้สันมือฟันเข้าที่ข้อมือจนดาบของเขาหลุดกระเด็น ก่อนจะจับหัวไหล่อีกฝ่ายฝ่ายทุ่มลงอย่างรวดเร็ว อิมโฮเทตกระพริบตางงๆอยู่บนพื้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ก่อนจะบอกง่าย ๆ
" ข้าแพ้แล้ว" ภามินยิ้มก่อนจะนอนลงข้าง ๆ พลางบ่น
"เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"พลางหลับตาทำท่าจะหลับไปซะเดี๋ยวนั้น คนตัวโตที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็ฉุดเธอขึ้น ก่อนจะลากเธอลิ่ว ๆ โดยไม่สนใจใคร ทิ้งให้ทหารมองตามงง ๆ อิมโฮเทตที่รู้สึกตัวก่อนใครยิ้มนิด ๆ อย่างรู้ทันเจ้านายตัวเอง ลุกขึ้นปัดฝุ่นทรายออกจากร่างกายก่อนจะลุกขึ้นสั่งการ
"กลับไปทำงานของตัวเองได้แล้ว" ทหารทั้งหมดจึงสลายตัว อิมโฮเทตเดินยิ้มออกมาจากตรงนั้นโดยไม่มีท่าทีเหนื่อยอ่อนอย่างที่ทำเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย พลางนึกในใจ ‘แค่แผลถาก ๆ ยังโกรธซะขนาดนั้น ขืนเขายังสู้ต่อทำให้คนตัวบางมีอีกแผล หัวคงหลุดจากบ่า!!’
ภามินยังไม่หายตกใจคนตัวโตก็จับเธอมานั่งแปะในกระโจม ก่อนจะส่งเสียงดังราวกับฟ้าผ่าให้เอายารักษาแผลมา ทำเอาทหารที่ยืนเฝ้าหน้ากระโจมวิ่งจนขาแทบพันกัน ภามินอยากจะตะโกนบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้น ก็ได้แต่นิ่งเพราะแค่เธอขยับปากสายตาคมกริบก็หันมามองราวกับจะบอกว่า ถ้าหากเธอพูดอะไรแม้แต่ทำเดียวเธอตาย ภามินจึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ มองคนตัวโตยุ่งอยู่กับแผลของเธอด้วยสายตาอ่อนโยนพลางคิดว่า เป็นอย่างนี้ก็ดี อยากมีอีกซัก 2-3 แผล !
คนตัวโตที่นั่งก้มหน้าก้มตาทำแผลหันมามองหน้าเจ้าตัวเล็กที่ทำท่าสบายอกสบายใจอย่างหมั่นไส้ เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าทันทีที่ปลายดาบลากผ่านไหล่บาง พระองค์แทบจะถลาเข้าไปกลางวงแต่ก็ต้องกัดพระทนต์แน่น นึกถึงอะไรควรอะไรไม่ควร จึงกอดออกนิ่งพระหัตถ์กำแน่น พลางปรายตาไปที่ทหารคู่พระทัยด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า
'หากมีอีกแผล เจ้าตาย' จนคนที่อยู่กลางวงต้องรีบ"แพ้" อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดพระทัยยิ่งกว่านั้นก็เมื่อ คนตัวเล็กนอนแผ่หลากลางวงโดยไม่สนใจใครเสียอย่างนั้น จนพระองค์ต้องไปลากมาทำแผลซะโดยเร็ว แต่เจ้าตัวนอกจะไม่รู้สึกรู้สมอะไรแล้วยังทำหน้าระรื่นอย่างสบายใจนี่สิทำให้พระองค์ตบแรง ๆ ที่แผลทันที่ที่พันผ้าเสร็จ จนเจ้าตัวสะดุ้งโหยง โวยวายทันที
"โอ๊ย!! เบา ๆ สิ จะฆ่ากันรึไง"
"ไม่ถึงตายหรอกแผลแค่นี้น่ะ ทีตอนทำไม่คิด" ตรัสเสียงเขียว พอเห็นคนตัวเล็กลูบแผลป้อย ๆ ก็ให้สงสารจึงถามออกไป
"เจ็บมากรึ"
"เมื่อกี๊ไม่เจ็บ แต่ตอนนี้อ้ะ... มากกกกกก" เจ้าตัวลากเสียงยาวพลางค้อนใส่ เจ้าชายยิ้มก่อนจะเริ่มกระบวนการซักฟอก
"เจ้าไปประลองทำไม" ไม่รู้รึไงว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว อันนี้เป็นสิ่งที่ทรงคิดอยู่ภายใน ถ้าขืนพูดออกไปเจ้าตัวได้โวยวายเรื่องนี้ จนพระองค์ไม่รู้เรื่องที่ต้องการรู้แน่ ๆ ภามินหันมายิ้มนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกด้วยเสียงมั่นคง
"ข้าไม่ได้ไปแค่ประลอง" เจ้าตัวเว้นวรรค เมื่อเห็นคนข้างหน้าตั้งใจฟังก็กล่าวต่อ
"ข้าไปดูว่าทหารเป็นอยู่อย่างไร แต่ละคนมีความสามารถแค่ไหน เราจะได้รู้ว่าเค้าเป็นอย่างไร ต้องการอะไรอีกไหม เรื่องแบบที่เกิดกับคามาทจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก เราอยู่สูงกว่าพวกเค้าก็จริง แต่เราก็ควรลงไปดูพวกเค้าด้วย แสดงให้เค้ารู้ว่าเค้าไม่ใช่แค่ทหาร หากเป็นผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับเรา” เจ้าตัวเว้นวรรคอีกครั้ง
“ตอนนี้เค้าอาจจะเพียงแค่ 'จงรัก' ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าชาย แต่ความจงรักอาจเปลี่ยนแปร ความ‘ภักดี’ต่างหากที่จะทำให้ ทั้งตัวใจและจิตวิญญาณของทุกคนเป็นของพระองค์ เคยได้ยินไหม จงรักน่ะไม่นาน แต่ภักดีนี่สิ ตลอดชีวิต" เจ้าตัวพูดยืดยาวหยุดพักหายใจก่อนจะพูดต่อ
"ข้าอยากให้ท่านมีคนดูแล มีคนที่พร้อมจะเสียชีพแทน คนที่จะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิต เมื่อยามที่ข้าไม่อยู่ " เสียงใสหม่นลงหากคนที่ฟังหัวใจกระตุก ดวงตาวาวโรจน์ก่อนจะกระชากเสียงถาม
"เจ้าจะไปไหน ข้าไม่ให้ไป" ภามินยิ้มเศร้า ๆ
"ข้าไม่ใช่คนที่นี่ ข้ามาเพราะหน้าที่ หากเสร็จหน้าที่ข้าก็ต้องไป" ภามินถอนหายใจยืดยาวก่อนจะกล่าวต่อ
“แม้ข้าจะอยากดูแลพระองค์มากกว่านี้ หากแต่ข้าก็มีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ ที่รอให้ข้ากลับไป” พูดไปก็นึกถึงแม่ ป่านนี้แม่จะเป็นยังไงบ้างหนอ น้ำเสียงนั้นจึงอ้างว้างราวกับจะฉีกหัวใจคนฟัง พระองค์เอื้อมมือหวังจะดึงคนตรงหน้ามากอด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่าง จึงทรงทำแค่เพียง ตบไหล่บาง ๆ เบา ๆ ดั่งจะบอกให้เจ้าของไหล่รู้ว่ายังคงมีพระองค์ที่อยู่เคียงข้าง คนตัวเล็กเงยหน้ายิ้มให้ ไม่มีคำพูดใดต่อจากนั้นหากอะไรบางอย่างก็สามารถสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องมีคำพูดระหว่างกัน จนสุรเสียงนุ่มทำลายความเงียบขึ้น
"แต่ตอนนี้เจ้าจะอยู่กับข้าใช่หรือไม่" ตรัสพลางสบตาสีมรกตนั้นนิ่ง ภามินกุมมือหนาก่อนแล้วตอบด้วยเสียงหนักแน่น
"แน่นอนพระเจ้าค่ะ" เจ้าชายสเมนกาเรทรงยิ้ม มือน้อยที่กุมพระหัตถ์หนาให้ความอบอุ่นส่งผ่านมาถึงหัวใจที่หนาวเหน็บของพระองค์
หลังจากปล่อยให้คนตัวเล็กกลับไปหา'ว่าที่ภรรยาในอนาคต' ตามคำบอกเล่าของเจ้าตัว ร่างหนาก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่พระองค์เดียว ก่อนจะสั่งทหารด้านหน้ากระโจม
“ไปตามอิมโฮเทตมาทีสิ” ทหารผู้นั้นรับคำก่อนจะรีบออกไป
อิมโฮเทตเปิดกระโจมเข้ามาตามคำเรียก ก่อนจะทรุดลงถวายความเคารพ คนที่นั่งอยู่ด้านในเอ่ยขึ้น
“เจ้ารู้จักภามินได้อย่างไร” อิมโฮเทตยิ้มกับตัวเองก่อนจะแกล้งทำหน้างงๆ
“พระองค์เคยตรัสถามหม่อมฉันแล้ว เมื่อคราวรับเป็นองครักษ์นี่พระเจ้าค่ะ” วรองค์สูงสง่าตวัดพระเนตรจ้องหน้า
“เจ้าน่าจักรู้ว่าข้าหมายถึงสิ่งใด” อิมโฮเทตถอนหายใจยาว
“พระองค์มิควรทำให้นางเจ็บ” คำพูดนั้นเหมือนยอมรับกลาย ๆ ร่างสูงต้องถอนหายใจบ้าง
“ข้ามิได้ตั้งใจ ทำไมนางมิยอมบอกข้า” อิมโฮเทตเงยหน้าขึ้นมองเจ้าชายหนุ่มที่รับใช้มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
“นางจักบอกหรือมิบอกสำคัญสิ่งใดเล่าพระเจ้าค่ะ ในเมือพระองค์ทรงทราบแล้ว”
“ข้าอยากได้ยินจากปากนาง”
“นางมิมีวันบอกพระองค์”
“เพราะเหตุใดเล่า”
“เพราะนางรักพระองค์” เจ้าชายสเมนกาเรหันมามองหน้าคนพูดทันที
“รัก แล้วเหตุใดจึงมิบอก”
“เพราะสิ่งที่ทรงทำทำให้นางไม่แน่ใจในตัวพระองค์ พระองค์ทำสิ่งใดให้นางแน่ใจได้บ้างพระเจ้าค่ะ ว่าถ้านางบอกไป แล้วพระองค์จักไม่ขับไล่ไสส่งนางไปไกลจากพระองค์” เจ้าชายเสมนกาเรทรงนิ่งอึ้งไปกับคำพูดนี้ ก่อนจะโบกพระหัตถ์ไล่ทหารคู่พระทัยให้ออกไป ก่อนจะทรงครุ่นคิดคำนึงอยู่พระองค์เดียว
ความอบอุ่นที่สัมผัสได้จากมือน้อยคู่นั้นอุ่นซ่านไปยังหัวใจ ดวงตาใสสีมรกตพูดสิ่งที่เจ้าตัวคิดอยู่ในใจโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยปาก ความจริงใจและอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้นทำให้พระองค์สุขใจ เผลอยิ้มโดยไม่รู้องค์ ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ภาพคนตัวเล็ก เข้ามาแทนที่คนคนนั้นในพระทัย ความเศร้าจากการผิดหวังถูกเติมเต็ม ด้วย ภาพความร่าเริง ภาพตอนเจ้าตัวยียวน ภาพคนตัวเล็กที่ปกป้องพระองค์ราวกับตัวเองตัวโตซะเต็มประดา ภาพตอนเจ้าตัวกุดหัวผู้ที่บังอาจทำให้พระองค์เจ็บ ผุดขึ้นมาในพระทัย ทุกภาพที่เกี่ยวกับคนตัวเล็กนั้นราวกับจะจารลงไปในพระทัย ลบภาพความทรงจำที่เศร้าหมองของพระองค์จนหมดสิ้น พระองค์ทรงพระสรวลเบา ๆ พลางนึกว่านานเท่าไหร่แล้วที่พระองค์ไม่เคยรู้สึกสุขใจอย่างนี้ นานเท่าไหร่ที่ทรงจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน หลังจากใช้เวลากับตัวเองมาสักครู่ พระองค์ก็คิดอะไรได้บางอย่างจึงทรงหันมาเขียนลงกระดาษปาริรุสส่งไปยังนครธีบิสทันที
คนตัวเล็กที่เพิ่งเดินออกมาจากกระโจมหลังใหญ่รีบเดินเหมือนวิ่งกลับไปที่กระโจมของตัวเองทันที สายพระเนตรสีน้ำเงินที่มองสบตากันเมื่อครู่บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง สายตาที่ทอดมองเปิดเผยชัดแจ้งจนหัวใจเธอเต้นรัว
“หรือว่าทรงรู้”เจ้าตัวเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา
“หรือว่าพระองค์เป็นเกย์” คิดแล้วก็ปวดหัวพลางเดินไปเดินมาภายในกระโจม คามาทที่เดินเข้ามาทีหลังถึงกับงงในทีท่าของเพื่อนสาว จนอดไม่ได้ต้องถามขึ้นมา
“ภามิน เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า เจ้าเดินไปเดินมาจนข้าเวียนหัว”
“ข้าไม่เป็นไร ข้ามีเรื่องต้องคิดน่ะ” เจ้าตัวยังขมวดคิ้วยุ่ง ก่อนจะหันมาถามเพื่อนสาว
“เจ้าว่าจะมีใครรู้ไม๊ว่าข้าเป็นผู้หญิง” คามาทสั่นศีรษะก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่มีทาง เจ้าดูไม่เหมือนผู้หญิงสักนิด” ภามินทำหน้าปั้นยาก เธอควรดีใจหรือเสียใจกับสิ่งนี้ดีเนี่ย คามาทที่ทันเห็นหน้านั้นหัวเราะร่วนก่อนจะเฉลย
“ข้าหมายถึงเจ้าเข้มแข็ง กล้าหาญ แล้วก็ฉลาด ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปน่ะ” สีหน้าภามิน จึงดีขึ้นมาหน่อย คามาทจึงชวน
“ไปอาบน้ำกันเถอะ ตัวเหนียวจะแย่แล้ว” สองสาวจึงลุกออกจากกระโจมไป ลืมสิ่งที่กำลังครุ่นคิดเสียสนิท
i hOpe everything it's will be Ok,..
#1 By jEn(a lOt lOst) on 2009-05-19 08:13