ลำนำไอยคุปต์ 4

posted on 06 Apr 2009 11:15 by alatal2iel-lissesul  in Novel

              เช้านี้อิมโฮเทตแปลกใจที่จู่ ๆ เจ้าชายสเมนกาเรก็สั่งให้ยกทัพกลับทันทีโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย และดุเหมือนกำลังคิดอะไรในพระทัยตลอดเวลา ภามินเองนิ่งเงียบก็ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเก่า เมื่อถามก็เพียงยิ้มให้และตอบว่าไม่เป็นไร  แม้ว่าภามินจะยังคอยอยู่ใกล้ ๆ เจ้าชายแต่ดูเหมือนว่าจะเกร็ง ๆ และระวังตัวเองตลอดเวลา อิมโฮเทตได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากมาย เพียงแต่ไปทำหน้าที่ของตนและคิดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่าง ระหว่าง 2 คนนั้น


  
               ขบวนเสด็จยาวเหยียดที่เดินทางกลับเมืองธีบิส ดูเงียบสงบ เจ้าชายสเมนกาเรชักม้านำไปด้านหน้าสายตาทอดยาวไปยังทะเลทรายด้านหน้า ภามินชักม้าตามเอื่อย ๆ ซักพักเสียงเจ้าชายที่ไม่ได้เอ่ยคำใดกับเธอเลยตั้งแต่ออกเดินทางก็กล่าวขึ้น

 “เจ้าไปดูแลเจ้าหญิงราย่าให้ข้าที” ภามินรับคำก่อนจะชักม้าไปที่รถม้าพระที่นั่งทันที โดยไม่รู้ว่าวรองค์สูงสง่ามองตามเธอไปด้วยสายตาแปลกประหลาดที่มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่เข้าใจ


     
      ภามินชักม้าข้าง ๆ รถม้าของ เจ้าหญิงโฉมงามก่อนจะยื่นหน้าลงไปถามอย่างห่วงใย 

“เจ้าหญิงเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าค่ะ” เจ้าหญิงหันมามองก่อนจะยิ้มให้แล้วตรัสว่า

“ข้าไม่เป็นไร ข้าแข็งแรงอยู่แล้วเพียงแต่หิวน้ำนิดหน่อยน่ะ”ภามินได้ฟังดังนั้นจึงกุลีกุจอดึงถุงน้ำที่ติดอยู่ที่ม้าส่งให้ทันที

“ดื่มนี่ก่อนนะพระเจ้าค่ะ อีกสักพักเราคงจะพักกันแล้วพระเจ้าค่ะ” เจ้าหญิงกล่าวขอบใจเบา ๆ ก่อนจะจิบน้ำนิด ๆแก้กระหายแล้วส่งคืนให้ภามิน ภามินจึงยิ้มให้ ทำเอาเจ้าหญิงพระทัยเต้นรัวเขินอายกับรอยยิ้มนั้น พระนมที่มาด้วยค้อนใส่ภามินตาเขียวก่อนจะรีบดึงผ้าม่านปิดกั้นเธอกับเจ้าหญิงทันที ภามินตกใจกับกิริยานั้น แล้วนึกขึ้นได้ว่าเจ้าตัวแสดงเป็นชายหนุ่มอยู่ จึงอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของเจ้าหญิงก่อนจะชักม้าไปคุยกับอิมโฮเทตที่อยู่ใกล้ ๆ

“อีกนานไม๊กว่าเราจะได้พักน่ะ อิมโฮเทต” ภามินถามเมื่อชักม้ามาใกล้ ๆ

“ถามทำไม เจ้าหนื่อยรึ” อิมโฮเทตถามด้วยความห่วงใย หญิงสาวยิ้มกว้างก่อนจะว่า

“ข้าไม่เหนื่อยหรอก แต่เจ้าหญิงราย่าน่ะ ข้าไปดูพระองค์มาท่าทางพระองค์เหนื่อย ๆ”

“อืม คงไม่นานหรอกอีกเดี๋ยวก็ถึงโอเอซิสข้างหน้าเราก็พักแล้ว บ่าย ๆ ก็เดินทางต่อ” อิมโฮเทตอธิบาย

“นี่ ๆ เมื่อกี๊นะ ข้ายิ้มให้เจ้าหญิงราย่า พระนางอายม้วนเลย น่ารักดี” ภามินเล่าขำ ๆ อิมโฮเทตหันมามองหน้าภามินอย่างเอ็นดูที่ดูเหมือนภามินที่เงียบขรึมเมื่อเช้าจะหายไปแล้ว จึงตอบหยอกเย้าออกไปว่า

“ระวังพระนางจะหลงรักเจ้าเข้าจริง ๆ ก็ แล้วกันทีนี้ล่ะก็ ยุ่งกันทั้งวังแน่” เสียงหัวเราะประสานกันดังจนไปกระทบพระโสตคนที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้า คิ้วเรียวสวยขมวดก่อนจะชักม้ามาเทียบข้าง ๆ ภามินก่อนจะตรัสห้วน ๆว่า

“ภามินข้าสั่งให้มาดูเจ้าหญิง ไม่ได้ให้มาพูดคุยอยู่ตรงนี้”

“ก็ดูแล้ว เห็นเจ้าหญิงเหนื่อย ๆ เลยมาถามว่าเมื่อไรจะพัก” ตอบอย่างกวนประสาทเสร็จก็สะบัดหน้าพรืด

เจ้าชายเหมือนคิดอะไรได้บางอย่างประกายตาจึงวูบไหวก่อนจะจางหายอย่างรวดเร็วก่อนจะตรัสว่า

“โอ้ เจ้าหญิงไม่สบายรึ ข้าคงต้องรีบไปดูนางแล้วสิ ข้าเป็นห่วง” ทอดเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างจงใจ จนอิมโฮเทตที่ฟังอยู่ถึงกับแปลกใจเพราะไม่เคยฟังเจ้าชายตนเคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับใครนอกจากท่านแม่และใครคนนั้น ได้ผลทันตาคนตัวเล็กที่มองอยู่หน้าซีด เจื่อนลงอย่างได้เห็นได้ชัด น้ำตารื้นขึ้นทันที ทำเอาตัวคนทำที่หวังจะแกล้งถึงกับตกใจ ก่อนจะทรงทำอะไรภามินก็ควบม้าหนีไปอีกทางทันที อิมโฮเทตที่มองอยู่เริ่มจะจับเค้าเรื่องที่เกิดขึ้นได้ลาง ๆ แต่ยังไม่แน่ใจนัก จึงแกล้งพูดลอย ๆ ใส่คนที่นั่งมองร่างบางผู้ควบม้าไปจนลับตาว่า

 “พระองค์ไม่เสด็จไปดูเจ้าหญิงหรือพะยะค่ะ เห็นว่าทรงเป็นห่วง…” อิมโฮเทตทอดเสียงอ่อนเสียงหวานได้ใกล้เคียงกับที่พระองค์ตรัสเมื่อกี๊ไม่ผิดเพี้ยน เจ้าชายหันมามองนิดนึงแล้วรีบควบม้าออกไปหน้าขบวนทันทีไม่ได้เหลือบแลรถม้าของเจ้าหญิงแห่งนูเบียแม้แต่น้อย ทำเอาอิมโฮเทตแน่ใจในสิ่งที่ตนเองคิดขึ้นมาทันที!! หันไปมองร่างบางที่ชักม้าอยู่ท้ายขบวนแล้วก็หันไปมองร่างสูงสง่าที่หัวขบวน ก่อนจะกลับมาส่ายหัวอย่างอ่อนใจบนหลังม้าของตัวเอง

               

 

                ภามินใช้เวลาอยู่กับตัวเอง สายตาทอดมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาสีมรกตนิ่งสงบจนมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าเธอไม่ได้สงบเหมือนท่าทางเลย ความคิดเจ้าตัวลอยล่อง ไปมากมาย “พระองค์คงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย คงเห็นเราเป็นแค่ผู้หญิงที่ผ่านมาคนหนึ่งในชีวิต แม้ตื่นมาแล้วไม่เห็นเราอยู่ข้างกายก็ไม่คิดจะตามหา” เธอแอบคิดว่าพระองค์จะมีใจกับเธอบ้างที่กอดเธอ แต่พระองค์กับไม่แสดงอาการใด ๆ เลย แม้เธอจะหายไปก็ไม่คิดจะตามหา ถ้าเขาจะทำทีว่าติดใจอยากเจอเธอบ้างเธอคงจะมีกำลังใจ แต่นี่ไม่มี ไม่มีเลย เหมือนเค้าเห็นเธอเป็นเพียง ดอกไม้ริมทางที่สมใจแล้วก็ไม่สนใจจะติดตามอีก คิดพลางถอดถอนใจกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา “เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน เรื่องที่ผ่านมาคิดซะว่าฝันไป” คิดพลางมองไปยังร่างสูงสง่าหน้าขบวนอย่างเจ็บปวดใจ โดยที่ไม่รู้ว่าคนที่อยู่หน้าขบวนมีสีหน้าไม่แตกต่างกัน

  

                 เมื่อถึงโอเอซิสหลังจากตั้งกระโจมที่พักแบบง่าย ๆ เพื่อพักม้าก่อนจะเดินทางต่อ ภามินเดินสำรวจรอบ ๆ ด้วยไม่มีอะไรทำ และไม่อยากจะไปเห็นหน้าคนในกระโจมหลังใหญ่ ให้ปวดใจ ภามินปล่อยใจไปเรื่อย ๆ ก่อนจะนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ข้าง ๆ แอ่งน้ำทอดอารมณ์ ไปเรื่อย ๆ เพราะสายลมพัดเอื่อย ๆ และบรรยากาศที่แสนจะสวยงามทำให้ภามินเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว สายลมพัดปอยผมระใบหน้าและลำคอขาวผ่อง

 

 

            เจ้าชายสเมนกาเรเดินทอดน่องไปรอบ ๆ โอเอซิส ตามหาเจ้าตัวเล็กของพระองค์ หวังว่าจะก่อกวนอารมณ์เจ้าตัวซักหน่อย เมื่อเห็นหลังของคนที่ตามหาพระองค์จึงก้าวพระบาทเข้าไป แล้วก็ต้องชะงัก เพื่อเห็นภาพตรงหน้าเต็มตา ภาพนั้นงดงามราวกับจิตรกรเอกสร้างสรรค์ขึ้นมา ใบหน้าเรียวราวกับสลักจากหินชั้นดี สายตาทอดมองไกล ปากบางแย้มยิ้มราวกับพอใจบางอย่าง จากที่หวังจะก่อกวน พระองค์กับยืนนิ่งไม่ส่งเสียงใด เพราะกลัวว่าแค่เสียงเพียงเบา ๆ จะทำให้ภาพงดงามตรงหน้าหายไป

 

                ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่  จนเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น ภามินสะดุ้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปตามเสียงโหวกเหวกที่ดังลอยมา ด้วยความสงสัย ทิ้งให้คนที่แอบมอง มองตามจนลับตา

 

 

                 ภามินเดินไปตามเสียงโหวกเหวกก็ได้เห็นทหารมุงดูอะไรอยู่ จึงแทรกเข้าไปดูก็พบว่าหญิงสาวคนหนึ่งกำลังโดนโบยจนหลังแตกลาย โดยทหารนายหนึ่งที่ขอบตาปรากฎเป็นรอยเขียวชัดเจน 

“เกิดอะไรขึ้น หยุดโบยเดี๋ยวนี้" ภามินสั่งทันทีที่เห็นภาพ ทหารนายนั้น นอกจากไม่หยุดแล้วยังหันมาถามภามินด้วยอารมณ์โกรธ

"ทำไมข้าจะต้องหยุด เจ้าเป็นใครมาสั่งข้า" ก่อนที่ภามินจะพูดอะไรก็มีเสียงทรงอำนาจดังขึ้น

"แล้วถ้าข้าสั่งให้เจ้าหยุดล่ะ" ทหารคนนั้นตัวสั่นหมอบลงทันทีที่วรองค์สูงสง่า ก้าวเข้ามา ภามินวิ่งเข้าไปประคองหญิงเคราะห์ร้าย พลางฉีกชายผ้านุ่งของนางมาซับตามรอยแผลที่หลังของนาง

"นางทำผิดอันใดเหตุใดจึงเฆี่ยนตีนาง"เจ้าชายสเมนกาเรตรัสถาม ทหารนายนั้นยังอึกอักยังไม่ทันกล่าวอะไร เสียงสั่น ๆ ของผู้หญิงในอ้อมกอดของภามินก็ดังขึ้น

"มันพยายามจะข่มขืนข้า พอข้าขัดขืนมันก็โบยข้า" นางพูดพลางน้ำตาก็ไหลอาบ

"เป็นเรื่องจริงหรือไม่" เจ้าชายหันไปถามเล่าเชลยที่อยู่ในเหตุการณ์ ทุกคนพยักหน้า

"ข้าไม่ใช่คนแรก พวกมันข่มขืนหญิงสาวหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะเราเป็นแค่เชลย!!" หญิงผู้เคราะห์ร้ายกล่าวซ้ำด้วยความเจ็บช้ำ ภามินที่กำลังพยายามซับเลือดให้นางถึงกับเลือดขึ้นหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"พวกเจ้าเป็นทหารไม่ใช่รึไง ทหารมีหน้าที่ปกป้อง ไม่ใช่ทำลาย ถึงพวกนางเป็นเชลย พวกนางก็เป็นคน เป็นคนเหมือนกับท่าน พวกนางเป็นเพศแม่ เพศเดียวกับคนที่ให้กำเนิดพวกเจ้า ทำไมถึงต้องรังแกกัน ไอ้การกระทำแบบนี้มันไม่ใช่ทหาร มันเรียกว่าสารเลว!!" พูดจบก็พยุงหญิงสาวในอ้อมแขนขึ้นก่อนจะพูดกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ไปเถอะไปกับข้า ข้าจะดูแลเจ้าเอง" ก่อนจะหันหน้ามามองเหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้วยสายตาผิดหวัง

"ข้าคิดว่ากองทัพที่เกรียงไกร จะมีจิตสำนึกมากกว่านี้ ทำแบบนี้มันไม่ต่างจากพวกโจรถ่อยสารเลวเลยซักนิดเดียว" ก่อนจะก้าวออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

 

  
            ลับหลังสองร่างที่เดินออกไป เจ้าชายสเมนกาเรหันมามองทหารที่ยืนอยู่ด้วยสายตาเย็นชา ดวงเนตรสีน้ำเงินที่เคยอ่อนโยนทอประกายกร้าว

"ผู้ใดที่เคยทำดังเช่นมันทำ" พระหัตถ์ชี้มาทางทหารที่หมอบหน้าซีดอยู่แทบพระบาท เหล่าทหารหลายคนก้าวออกมาคุกเข่าหน้าพระพักตร์ ด้วยสีหน้าพรั่นพรึง

"พวกเจ้ามีหน้าที่อันใด" สุรเสียงเยียบเย็นตรัสถาม

"เอ่อ ... ควบคุมดูแลเชลยพระเจ้าค่ะ" ทหารที่หมอบอยู่เบื้องพระบาทตอบด้วยเสียงสั่น ๆ

"หน้าที่ควบคุมดูแลเชลยคืออะไร"

"ควบคุมมิให้เชลยหนี จัดหาอาหารและน้ำ และความสะดวกตามสมควร พระเจ้าค่ะ" เสียงสั่น ๆ ตอบพร้อมเพรียง

"พวกเจ้าก็รู้รึ" ตรัสพลางเลิกพระขนงขึ้นนิด ๆ อย่างเสแสร้ง ไม่มีใครพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว

"ข้าว่า พวกเจ้ายังเข้าใจหน้าที่ของเจ้ายังไม่ถ่องแท้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะลองให้เจ้าไปเป็นเชลยดูบ้าง เจ้าจะได้รู้และเข้าใจหน้าที่ของตนได้ดีกว่านี้ ทหาร! จับมันไปล่ามดังเช่นเชลยห้ามมิให้มีความปราณีใด ๆ เป็นพิเศษทั้งสิ้น" สิ้นเสียงวรองค์สูงสง่าก็เสด็จจากไปทันที 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชักเข้มข้นๆๆ

ลุ้นนะเนี๊ยยย

#1 By m@ma-sUgaI2 bOy on 2009-04-10 10:28

สนุกดีอ่ะ จะอ่านตอนต่อไปได้เมื่อไหร่น่ะ

#2 By wan (124.121.224.69) on 2009-05-16 21:08