ลำนำไอยคุปต์ 2
posted on 04 Apr 2009 19:36 by alatal2iel-lissesul in Novelพายุทรายก่อตัวขึ้นช้าๆ ทำให้คนที่อยู่ในโอเอซิสต้องรีบออกมาจากกระโจมและหลบเข้าที่กำบังที่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว แต่พายุกลับไม่ทำอันตรายใด นอกจากนั้นยังมีแสงเรื่อเรืองลอดมาจากใจกลางพายุ ท่ามกลางทรายที่หมุนวนปรากฏร่างเทพีผู้สูงศักดิ์ เสียงทรงอำนาจ ดังมาจากพระวรกายนั้น
“เราฝากบุตรีแห่งเราให้เจ้าช่วยดูแล นางมีหน้าที่ต้องกระทำ อย่าให้ใครรู้ว่านางเป็นหญิง จนกว่าจะถึงเวลา เจ้าทำได้หรือไม่” ร่างที่หมอบกราบกับพื้นรีบตอบรับอย่างยินดี
“พระเจ้าค่ะ”องค์เทพียิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหายลับไป ทิ้งไว้เพียงร่างบอบบางที่ร่วงสงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล
ภามิน สลัดหัวอย่างมึนงง ก่อนจะหันไปดูรอบ ๆ กายอย่างหวาด ๆ เธออยู่ในกระโจมผ้าเก่า ๆ แปลกตา ภามินเหลียวไปเหลียวมาอย่างหวาด ๆ พลางนึกในใจ
“ที่ไหนวะเนี่ย” เธอนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน เธอกราบเทวรูป แล้วก็นอน แล้วทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งงง ขณะที่กำลังสับสนอยู่นั้น ก็มีคนเปิดผ้าหน้ากระโจมเข้ามา ภามินร้องอย่างตกใจ
“เฮ้ยยย” ก่อนจะได้สติถามไปว่า
“คุณเป็นใครคะ แล้วชั้นมาที่นี่ได้ไงคะ ” ชายคนนั้นหันมามองเธอนิดนึง ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ข้าชื่อ อิมโฮเมต ข้าเป็นองครักษ์ แห่งองค์สเมนกาเร เจ้าชายแห่งอียิปต์ ข้าได้รับ ความไว้วางใจจากองค์เทพีไอซิสให้ดูแลเจ้า พระนางเป็นคนพาเจ้ามา พระนางบอกว่าเจ้ามีหน้าที่ต้องทำ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร และนางยังบอกอีกว่าห้ามให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นหญิง” ภามินขมวดคิ้วอย่างยุ่งเหยิง กับคำอธิบายยืดยาวนั่น
“อะไรนะ?” ภามินยังงง
“ตกลงที่นี่ที่ไหนนะคะ” อิมโฮเทตหันมามองอีกครั้ง
“ข้าบอกว่า ที่นี่คืออียิปต์ เจ้าเข้าใจหรือไม่” ภามินหน้ามุ่ย
“แล้วฉันจะกลับบ้ายยังไงล่ะ ที่นี่พอจะมีรถโดยสารไหม”
“รถโดยสาร?” คนที่ชื่ออิม ๆ อะไรนั้นทวนคำ
“ก็อะไรที่เอาไว้ใช้เดินทางกลับไง”
“ไม่มีหรอก ที่นี่มีแต่ม้า แต่ก้ต้องรอเจ้าชาย” ภามินขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวนะ ทำไมอียิปตืมีเจ้าชายด้วยล่ะ”
“เหตุใดจึงมีไม่ได้เล่า ก็เจ้าชายเสมนกาเร เป็นพระอนุชาพระองค์เดียวขององค์ฟาโรห์” ภามินเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“เดี๋ยวนะ มีองค์ฟาโรห์ด้วยหรอ” อิมโฮเทตพยักหน้าเบา ๆ ภามินสติแตกทันที
“ว่าไงน้า ฉันหยุดมาอียิปต์ยุคไหนเนี่ยยยยยยยยยยย~~~~~” อิมโฮเทตรีบตะครุบปากเธอทันที
“เจ้าจะบ้ารึ แหกปากเช่นนี้ เดี๋ยวโจรที่ไหนได้ยินเข้าก็ได้ตายกันหมด!” ภามินหุบปาก อิมโฮเทตจึงปล่อยมือจากปากภามิน ภามินนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่กับพื้นทราย
“แล้วฉันควรจะทำยังไงล่ะ ฉันอยากกลับบ้าน” พูดไปก้อนึกเป็นห่วงมารดาขึ้นมาทันที น้ำตาเจ้ากรรมก็รื้นขึ้นมาขอบตาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนมองตกใจ
“ เจ้าจะร้องไห้ด้วยเหตุใด พระนางพาเจ้ามา แล้วก็คงพาเจ้ากลับเองแหละ อย่าคิดมากไปเลย แค่ทำหน้าที่ของเจ้าก็พอ”ภามินเหลือบตาไปมองอิมโฮเทตพลางถาม “พระนางไหน?” อิมโฮเทตตบหน้าผาก
“นี่แสดงว่าเจ้าไม่ได้ฟังข้าเลยใช่ไหม” อิมโฮเทตพูดพลางอธิบายยืดยาวให้ภามินฟังอีกครั้ง ภามินฟังจบก็ส่ายหน้า
“ก็ฉันไม่รู้นิ ว่าต้องทำอะไร” อิมโฮเทตถอนหายใจ
“งั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อน เอาไว้ถึงเวลาเจ้าก็รู้เองว่าภารกิจที่เจ้าต้องทำอะไร แต่ก่อนอื่นข้าคงต้องหาเสื้อผ้าให้เจ้า และไม่ให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นหญิง กินนี่แก้หิวไปก่อน เดี๋ยวข้ามา” พูดจบก็ยื่นชามที่ใส่อาหารแปลกอยู่ภายในมาให้ พร้อมกับลุกหายไป ภามินมองอย่างชั่งใจก่อนจะค่อย ๆ เล็มอาหารในชามทีละนิด พอรู้ว่ารสชาติไม่ได้เลวร้ายเหมือนหน้าตาก็จัดการกินจนหมดเพราะรู้ว่าเธอคงต้องใช้พลังงานสำหรับสถานที่แปลก ๆ นี่อีกเยอะทีเดียว
เมื่อกลับมา อิมโฮเทต ก็นำเสื้อผ้าของตัวเองมาให้ภามินใส่ ภามินจัดการอาบน้ำในบึงใกล้ๆ ด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมง พร้อมทั้งขมวดเก็บผมไว้บนผ้าโพกหัวและมนตราแห่งองค์เทพีไอซิส ก็พอจะทำให้เจ้าตัวกลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งได้ ทันที อิมโฮเทตมองมาอย่างพอใจเมื่อเห็นการแปลงโฉมของภามิน และโล่งใจที่เจ้าตัวไม่ได้โวยวายอะไรและดูเหมือนจะทำใจได้แล้ว ที่ต้องตกมาอยู่ที่นี่ ภามินเดินไปใกล้ ๆ ชายหนุ่มพร้อมทั้งถามเพื่อทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น
“นี่เรารออะไรกันหรอ” ชายหนุ่มหันมามองก่อนบอกว่า
“รอกองทัพเจ้าชายสเมนกาเร พระองค์จะยกทัพไปนูเบีย”
“อ้าว แล้วทำไมท่านต้องมาก่อนอ้ะ”
“ข้ามาตรวจตราสถานที่ เพื่อหาชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับตั้งทัพน่ะ”
“แล้วเดี๋ยวต้องรบกันหรอ” หญิงสาวทำหน้าเหยเก
“ก็นูเบียส่งคนไปลอบสังหารองค์ฟาโรห์ แถมยังทำเมินเฉยไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการ” อิมโฮเทตตอบเรื่อย ๆ ตามองไปข้างหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
“คุยกันมาตั้งนาน เจ้าชื่ออะไรล่ะ” อิมโฮเทตหันมาถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้ชื่อเจ้าตัวเลย
“ภามิน ข้าชื่อภามิน” หญิงสาวตอบเสียงใส
“อืมชื่อแปลกนัก ข้าควรจะบอกเจ้าชายสเมนกาเร ว่าเจ้าเป็นใครดี เจ้าคงพอไปอยู่ฝ่ายเสบียงได้กระมัง” อิมโฮเทตปรารภกับตัวเอง พลางมองหน้าคนข้างๆ ตัวเล็ก ๆ บาง ๆ อย่างนั้นจะทำอะไรได้ นึกพลางถอนหายใจ เขาจะปิดบังเรื่องที่นางเป็นหญิงอย่างไร ผิวพรรณนางก็แตกต่างดูแล้วไม่เหมือนชาวอียิปต์ ยิ่งหน้าใส ๆ นั้น อิมโฮเทตคิดอย่างกลัดกลุ้ม ภามินมองคนข้าง ๆ ก่อนจะถอยออกไปเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจมอยู่ในความคิดตัวเอง
กองทัพที่เกรียงไกรแห่งอียิปต์มาถึงโอเอซิสแห่งนั้นใน 2 วันถัดมา เมื่อจัดการตั้งกระโจมที่พักเรียบร้อยแล้ว อิมโฮเทตบอกใครๆ ภามินเป็นเด็กชายที่มีคนฝากเขามาเลี้ยง เค้าจึงพามาเข้ากองทัพด้วย ทุกคนมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ถามอะไรมากด้วยรู้ว่าอิมโฮเทตเป็นที่ไว้วางใจขององค์ชายสเมนกาเรอย่างมาก ภามินจึงได้ไปช่วยฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้คนทั้งกองทัพ ภามินใช้ชีวิตที่นี่มาประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ค่อยได้เจออิมโฮเทตเพราะเขาต้องคอยเฝ้าองค์ชายสเมนกาเรเสมอ ตั้งแต่อยู่ที่นี่ภามินไม่เคยเห็นหน้าเจ้าชายเลยสักครั้ง ด้วยตำแหน่งและอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้เธอแทบจะไม่เคยเห็นเจ้าชายเลย เห็นเพียง รูปร่างสูงโปร่ง และพระฉวีสีนวลเท่านั้น
หลังจากเสร็จงานประจำวัน ภามินจึงถือโอกาสเดินเล่นแถวนั้น ขณะที่เดินเล่นเพลิน ๆ ก็สะดุดตาเข้ากับชายคนหนึ่ง ชายผู้ติดตราตรึงใจเธอตั้งแต่ในฝัน ดวงเนตรสีน้ำเงินที่สะกดเธอไว้ตั้งแต่แรกเห็น ดวงหน้างามยิ่งกว่าอิสตรี ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ที่เธอไม่เคยลืม ชายคนเดียวที่ขโมยหัวใจเธอไปตั้งแต่ยังไม่เคยเห็นตัวจริงด้วยซ้ำ!!!! ภามินมองอย่างเผลอไผล หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปหาชายคนนั้นโดยไม่รู้ตัว พลันเสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้น
“ เจ้าเป็นใคร” ภามินสะดุ้ง ก่อนจะยิ้มแหย ๆ พูดเบา ๆ
“ข้าชื่อภามิน”
“เจ้าซินะเด็กที่อิมโฮเทตรับมา” ภามินพยักหน้า ชายคนนั้นเหม่อมองไปข้างหน้าอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นเขาว่าอะไรภามินเลยเดินไปนั่งข้าง ๆ ก่อนจะถาม
“มานั่งทำไมคนเดียวล่ะ” ชายคนนั้นหันมามองนิดหนึ่งมองภามินอย่างแปลกใจนิด ๆ ก่อนจะตอบ
“ข้าอยากคิดอะไรเรื่อย ๆ”
“หรอ ให้นั่งเป็นเพื่อนได้ไหม ข้าทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีเพื่อนคุยเลยตั้งแต่ทำงานนะก็ไม่มีใครคุยกับข้าเลย”
ชายคนนั้นเลิกคิ้วนิดๆ แต่ไม่ตอบอะไร ภามินจึงนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะอยากอยู่คนเดียวก็ได้ จึงรีบเอ่ยขึ้น
“ เอ่อ ข้าว่าท่านคงอยากอยู่คนเดียวมากกว่า ข้าไม่รบกวนล่ะ” พลางลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไปก็มีเสียงถามว่า
“เจ้าเคยรักใครหรือไม่” ภามินหันไปมองก่อนจะนั่งลงที่เดิมก่อนจะตอบ
“เยอะแยะไป ทั้ง พ่อ แม่ เพื่อนฝูง ถามทำไมล่ะ”
“ข้าหมายถึง คนรักน่ะ” ชายคนนั้นกล่าวพร้อมกับหันมามองหน้าภามินนิด ๆ ก่อนจะหันไปสนใจทะเลทรายตรงหน้า
“มีสิข้ารักคนคนนั้นมากเลยนะ รักตั้งแต่ในฝัน จนมาเจออีกครั้งก็ยิ่งรัก” ภามินตอบพลางก้มหน้าเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่าง
“จริงหรือ แล้วใครคนนั้นรักเจ้ารึไม่” ชายคนนั้นเลิกสนใจทะเลทรายข้างหน้าหันมามองเธอแทน
“เค้าคงไม่รู้หรอกว่าข้ารักน่ะ และเค้าก็ไม่สมควรรู้ด้วย” ภามินตอบเบา ๆ ชายคนนั้นถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า
“ข้าก็มีคนที่ข้ารัก แต่นางไม่ได้รักข้า” ภามินหันหน้าไปมองเสี้ยวหน้านั้นพลางคิดว่าจะทำยังไงให้คนข้าง ๆ ยิ้มดี ดวงตาเศร้า ๆ นั้นทำเอาภามินใจหาย
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ต้องตกใจเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นลูกธนูแหวกอากาศมา “หลบ” ภามินตะโกนก่อนจะผลักคนข้าง ๆ ให้นอนราบลงข้าง ๆ หินที่นั่งอยู่เพื่อกำบังลูกธนู ตาเหลือบมองหาอาวุธมาป้องกันตัวเอง ส่วนเจ้าของลุกธนูนั้นเมื่อเห็นว่าพลาด จึงรีบส่งสัญญาณบางอย่าง ไม่นานรอบ ๆ ภามินและเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินก็เต็มไปด้วยชายชุดดำล้อมรอบอยู่
“ข้าจะตรึงกำลังไว้ให้ เมื่อข้าบอกให้รีบกลับไปที่ค่ายพาคนมาช่วยข้า เข้าใจรึไม่” เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินถาม ภามินคาดคะเนในใจนิดนึงก็บอกว่า
“ไม่ เราจะไปพร้อมกัน” ก่อนจะวิ่งเข้าใช้วิชาต่อสู้ที่เรียนมา แย่งดาบจากชายชุดดำมาเป็นของตัวเอง เกิดการชุลมุนขึ้นทันที หญิงสาวและชายหนุ่ม ต่างใช้ดาบฟาดฟันชายชุดดำไม่ยั้ง ภามินหันไปเห็นชายหนุ่มเพี่ยงพลั้ง ภามินจึงหันไปใช้สันมือสับลงบนต้นคอ ชายชุดดำร่วงลงไปบนพื้น ก่อนจะตวัดขาจระเข้ฟาดหางใส่ชายอกคนที่พุ่งเข้ามา พลางตะโกน
“โว้ย ซอมบี้รึเปล่าเนี่ย ลุกมาอยู่ได้” พลางถอยหลังมาที่ทางกลับค่าย ชายหนุ่มดูแปลกใจที่เห็นร่างบางๆ ราวกับผู้หญิงนั้นใช้ดาบและ วิชาต่อสู้แปลกตา ได้อย่างคล่องแคล่ว ภามินสู้พลางถอยพลางและส่งเสียงตะโกนให้คนที่ค่ายรู้ตัว ไม่นานทหารก็มาสมทบ ชายชุดดำถอยร่นไป ชายหนุ่มตะโกนสั่ง
“จับเป็น สืบมาให้ได้ว่าใครส่งมันมา” ภามินหันไปมองคนข้าง ๆ อย่างงง ๆ
อิมโฮเทตวิ่งตรงเข้ามาพร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่ม อย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยปากถามทันที
“องค์ชายสเมนกาเรทรงเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าค่ะ” ภามินอ้าปากค้างก่อนจะรีบทรุดลงเมื่อรู้ว่าคนข้าง ๆ เป็นใคร
“ ข้าไม่เป็นไร ดีที่เจ้าเด็กนี่อยู่ด้วย มันมีฝีมือใช้ได้ทีเดียวทำไมส่งมันไปอยู่ฝ่ายเสบียงเล่า” องค์ชายถาม อิมโฮเทต อึกอัก ก่อนที่จะพูดอะไร องค์สเมนกาเร จึงตัดสินพระทัยเองอย่างรวดเร็ว
“เอาเป็นว่าข้าให้เจ้าหนุ่มนี่มาเป็นองครักษ์ข้าอีกคนก็แล้วกัน” ตรัสเสร็จก็หันมาถามภามิน
“ตกลงหรือไม่ ภามิน ถ้าตกลงก็ไปอาบน้ำอาบท่า แล้วไปหาข้าที่กระโจม” ก่อนที่อิมโฮเทตจะทันอ้าปาก ภามินก็พยักหน้าแรง ๆ ทันที องค์ชายยิ้ม แล้วเสด็จจากไป
อิมโฮเทตเล่นงานภามินทันที่ที่กลับถึงกระโจมของภามิน
“เจ้ากำลังทำอะไรรู้ตัวหรือไม่” ภามินแกล้งตีหน้าซื่อ ก่อนจะถามว่า
“ทำอารายยย หรอ”
“อย่ามาทำเป็นไขสือ เจ้าก็รู้ เจ้าไม่ควรให้ใครรู้ว่าเป็นผู้หญิง”
“ก็ไม่ได้ให้รู้นี่น่า อิมโฮเทตนายรู้ไม๊ แค่ฉันเห็นพระองค์ฉันก็รู้แล้วว่าภารกิจของฉันคืออะไร” อิมโฮเทต มองภามินงง ๆ ก่อนจะถามว่า
“แล้วตกลงภารกิจของเจ้าคืออะไร” ภามินหันมายิ้มให้ก่อนจะตอบด้วยเสียงหนักแน่น
“ปกป้ององค์ชาย ด้วยชีวิต!!!!”
หลังจากอาบน้ำอาบท่า ภามินก็มาหาเจ้าชายที่กระโจม พระองค์อยู่ในอิริยาบถสบาย ๆ ผมยาวสยายเคลียไหล่ เป็นมันเงา สวยซะจนภามินอยากจะเอื้อมมือไปลูบเล่น ก่อนที่จะเผลอตัว เสียงเจ้าชายก็ดังขึ้น
“เจ้าเรียนวิชาต่อสู้เหล่านั้นมาจากไหน” ภามินชะงักก่อนรีบรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง ตอบคำถามเจ้าชาย
“ก็หลายที่น่ะ เพ... เอ่อ พ่ะเจ้าค่ะ” องค์ชายยิ้มอย่างใจดีก่อนจะตรัสว่า
“ถ้าเจ้าไม่สะดวกกับคำพูดเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้กับข้าหรอก” ภามินรีบถามทันที
“ชัวร์นะ” องค์ชายขมวดคิ้วก่อนถาม “อะไรนะ”
“เอ่อ ข้าหมายความว่า แน่นะน่ะ” องค์ชายพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันมาสนใจเรื่องเดิม
“วิชาที่เจ้าใช้เรียกว่าอะไร”
“เอ่อ มันเรียกว่า ไอคิโด้น่ะ เป็นศิลปการป้องกันตัวอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ที่หลีกเลี่ยงการใช้กำลังปะทะกำลังโดยเน้นการเปลี่ยนทิศทางแรง และการแตกแรงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของการป้องกันตัวสูงสุด โดยที่ไม่ทำให้คู่ต่อสู้เป็นอันตรายถึงตาย เหมาะสำหรับคนตัวเล็ก ๆ น่ะ” เจ้าชายหันมามองหน้าภามินงง ๆ ก่อนจะตรัสว่า
“เจ้ามาจากที่ไหนกันแน่ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินการต่อสู้แบบนั้นมาก่อน” ภามินนิ่งคิดนิด ๆ ก่อนจะตอบเลี่ยง ๆ
“ข้ามากที่ไหนไม่สำคัญหรอก รู้เพียงข้ามาเพื่อช่วยท่านก็พอ” เจ้าชายหัวเราะก่อนจะถามอย่างไม่เชื่อถือว่า
“อย่างเจ้าเนี่ยนะเจ้าหนูจะมาปกป้องข้า” ภามินถึงกับเดือดแล้วร้องท้าออกไปอย่างเคือง ๆ
“แน่จริงมาลองกันไม๊ล่ะ มือเปล่า ๆ เลย” เจ้าชายเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะลั่น
“ได้ ๆ มาประลองกัน ออกไปข้างนอกกัน” ตรัสเสร็จก็เดินนำออกจากกระโจมทันที
ณ ที่ว่างหน้ากระโจมของเจ้าชาย ภามินอยู่ในท่าเตรียมพร้อม เจ้าชายสเมนกาเรมองท่าทางนั้นขำ ๆ ก่อนจะปล่อยหมัดแย็บออกไป ภามินโยกตัวหลบ พลางนึกถึงหลักการของไอคิโด้ที่เรียนมา
“ไอคิโด ไม่มีการรุกก่อน คือไม่เป็นผู้กระทำก่อน แต่ก็ไม่ยอมให้ถูกกระทำก่อนเรียกว่า ไอคิโด เป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองอย่างแท้จริง ไอคิโดคือ วิถีทางสำหรับทำให้ร่างกาย และจิตใจ ผสมกลมกลืนด้วยดี กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไอคิโด คือศิลปะการต่อสู้ ของผู้รักสันติถ้าท่านคิดจะทำร้ายผู้อื่น ท่านก็แพ้เขาตั้งแต่ต้นแล้ว”
ภามินจึงตั้งรับอย่างเดียว เจ้าชายแปลกพระทัยนิด ๆ ที่ไม่เห็นภามินรุกเข้ามา เจ้าชายสืบเท้าเข้าไปก่อนจะตวัดขาเตะ ภามินหลบ ก่อนจะใช้แรงปะทะผลักเจ้าชายออก พร้อมกับสืบเท้าเข้าไป ใช้ท่า Kaitennage (หักหัวไหล่กดคอทุ่ม) หมุนตัวเป็นวงกลมโดยบังคับคู่ต่อสู้ให้หมุนตามแล้วจับเจ้าชายทุ่มลงบนพื้นทันที เจ้าชายสเมนกาเรเบิกพระเนตรกว้าง ก่อนจะหันมามองภามินที่ยืนปัดไม่ปัดมือด้วยท่าทางกวนประสาท
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเก่งมากเด็กน้อย ข้าไม่เคยลงไปนอนกับพื้นมาก่อนเลย” พระองค์ตรัสก่อนจะเดินลับหายไปในกระโจมพร้อมกับจูงมือพาภามินไปด้วย ทิ้งไว้เพียงสายตาตกตะลึงของทหารทั้งกองทัพที่มองอยู่
นับตั้งแต่นั้นทั้งคู่ก็กลายเป็นคู่หูที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เจ้าชายสเมนกาเรถูกชะตากับภามินมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับรู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับเจ้าหนูของพระองค์ เจ้าชายจึงมักจะให้ภามินมาคอยอยู่ใกล้ ๆ เสมอ ภามินก็คอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ เจ้าชายตลอด แม้กระทั่งในยามรบ ภามินก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าชายเสมอ จนอิมโฮเทตโล่งใจ และวางใจให้ภามินช่วยดูแลเจ้าชาย ส่วนตัวเขาเองนั้นคอยดูแลการศึก ศึกษาเล่ห์กลการศึกต่าง ๆ
วันหนึ่งหลังจากเสร็จศึกเล็ก ๆ เจ้าชายสเมนกาเรนั่งมองพระจันทร์พร้อมกับภามินที่นั่งกินผลไม้แห้งอยู่ข้าง ๆพระองค์ชี้ดวงดาวต่าง ๆ ให้ภามินดูและสอนให้ภามนรู้จักดาวต่าง ๆ ภามินนิ่งฟังซักพักก็รำพึงเบา ๆ
“ข้าไม่อยากรู้ดาวอื่น ๆ หรอก ข้าอยากรู้ว่าข้าหลงทางดาวดวงไหนจะพาข้ากลับมาหาท่าน” เจ้าชายสเมนกาเรโยกหัวคนข้าง ๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะชี้ดาวดวงหนึ่งให้ภามินดู
“นั่น ดาวประจำตัวข้าหากมันยังสุกสว่างเจ้าจงเดินตามมัน มันจะพาเจ้ากลับมาหาข้า แต่ถ้าหากมันมืดลงเมื่อใด แปลว่าข้าลงเรือทองไปเฝ้าองค์โอซิริสแล้ว จงหาทางกลับบ้านเจ้า” ภามินโวยวายทันที
“อย่าเพิ่งไปซิ ท่านยังไม่ได้สอนข้าอีกตั้งหลายอย่าง” เจ้าชายสรวล
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไป วันนี้ วันพรุ่งเสียเมื่อไหร่”
“แน่นะ”
“แน่สิ”
“อืม” ภามินจึงนั่งกินขนมต่ออย่างสบายใจ อยู่ดี ๆ ภามินก็ได้ยินสุรเสียงนุ่ม เอื้อนเอ่ยลำนำ
ค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว
จันทร์เจ้าเคยเหงาหรือไม่
หวังได้อยู่เคียงดวงใจ
บัดนี้ร้างไกลลับตา
จันทรามืดมิดหม่นหมอง
เพียงได้เฝ้าปองฝันหา
มิอาจคว้าเจ้าลงมา
เพียงได้สบตาเฝ้ามอง
จันทราเจ้าเหงาหรือไม่
หวังเจ้าอย่าได้หม่นหมอง
ข้าเพียงทำได้แค่มอง
มิหวังครอบครองดวงใจ
ภามิน จับถึงความเศร้าในเสียงนั้นได้ เธอถอนหายใจพร้อมกับหันไปมองเสี้ยวหน้าหวานของคนข้าง ๆ ก่อนจะถาม
“ท่านคงรักนางมาก” เจ้าชายยิ้มนิด ๆ
“ถ้าเจ้าเคยรักแล้วเจ้าจะรู้”
“ข้าก็รัก ความจริงข้าน่าจะเศร้ากว่าท่านด้วยซ้ำ คนที่ข้ารักไม่เคยรู้เลยว่าข้ารัก” ภามินเอ่ยด้วยเสียงเศร้า ๆ
“ทำไมเจ้าไม่บอกล่ะ”
“แล้วท่านเคยบอกนางไม๊ล่ะ”
“ไม่เคย”
“ทำไม”
“ข้ามีเหตุผลของข้าที่บอกใครไม่ได้”
“ข้าก็เช่นกันข้าก็มีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้”
“เจ้านี่ยอกย้อนเก่งนัก”
เงียบกันไปซักพัก เจ้าชายก็เอนกายนอนลงข้าง ๆ ภามิน เสี้ยวหน้าของพระองค์อยู่ใกล้จนภามินใจสั่น
“ข้าขอพักสักครู่พรุ่งนี้เราจะตีนูเบียอย่างจริงจังสักที” ภามินหน้าแดงระเรื่อทันที แต่ก็ไม่พูดอะไร เพียงอธิฐานในใจให้เวลาหยุดลงตรงนี้ ที่เธอกับเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างนี้ ไม่มีสงคราม ไม่มีใครนอกจากสองเราและแสงดาวที่เป็นพยาน

แบบกรูอ่านไม่รู้เรื่องคับ มันลำหน้าไปอ่ะคับ
พูดงี้ป่าวว่ะ กร๊ากกก
#1 By ♪ ♥ MaRcHmEllO™ ♥ ♪ on 2009-04-04 21:35